ติดโฆษณากับ PropellerAds ในเว็บหรือบล็อกของคุณเพื่อรับรายได้

PropellerAds. คือ Advertising network ขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบโฆษณาให้เลือกหลากหลาย  PropellerAds. เป็น Advertising network ที่ใหญ่มาก ซึ่งเว็บใหญ่ๆที่ทราฟฟิกคนเข้าชมเยอะๆ ก็ติดเหมือนกัน แต่เป็นที่น่าแปลกใจที่ในไทยเราไม่ค่อยจะมีคนรู้จักสักเท่าไหร่ จะรู้จักก็พวก Yengo ซึ่งผลตอบแทนน้อย 

ข้อมูลทั่วไป

Propellerads เป็นบริษัทสื่อโฆษณาออนไลน์ (Advertising network) รายใหญ่ ทีให้บริการด้านสื่อโฆษณาดิจิตอลออนไลน์ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2011 จากความปรารถนาที่สร้างการเชื่อมโยงระหว่างผู้จัดพิมพ์และผู้โฆษณา


รูปแบบโฆษณา

PropellerAds มีรูปแบบโฆษณาอยู่ 5 รูปแบบ คือ
1. Popunder
โฆษณาประเภทนี้ หน้าโฆษณาจะเด้งเวลามีคนคลิกส่วนใดก็ตามบนหน้าเว็ปของเรา




2. Direct (แนะนำ)
เป็นโฆษณาประเภทลิงก์ตรง โดยเราจะนำลิงก์ไปใส่ยังรูปภาพ หรือข้อความบนหน้าเว็ปของเรา
หรือพูดง่ายๆคือ ทำปุ่มดาวน์โหลดปลอม

3. Banner (สำหรับเว็ป/บล็อกที่มีผู้เข้าชมมากกว่า 10K ต่อวัน)
โฆษณาประเภทนี้หลายคนคงรู้จักดี คือโฆณาแบนเนอร์ หรือป้ายโฆษณานั่นเอง โดยมีด้วยกัน 8 ขนาด คือ 300x250, 460x60, 728x90, 160x600, 120x600, 320x50, 800x440, 800x600



4. Dialog Ads/Push Up
เป็นโฆษณาแสดงผลเฉพาะมือถือ



5. Interstitial

เป็นโฆษณาแสดงผลเฉพาะมือถือ 


6.Video ads
และอีกหนึ่งตัวคือการโฆษณาวีดีโอ
Video Ads



ข้อดี+ข้อเสีย 

- โฆษณาแบบ CPM Ad (นำป้ายโฆษณามาติดที่เว็บ)
- จ่ายขึ้นต่ำ $100 รับเงินผ่าน PayPal, Payoneer
- รองรับเว็บแนวทั่วไป เว็บแนวเทาๆ (ดูหนัง, ดูการ์ตูน, ฟังเพลง, เว็บดาวน์โหลดต่างๆ) 


ไม่รองรับแนว 18+ 

- จ่ายเงินเดือนต่อเดือน หลังจากสรุปยอดสิ้นเดือน จะได้รับเงินในอีก 30 วัน (NET30)

- เรทโฆษณาขึ้นอยู่กับผู้ลงโฆษณาล่าช่วงนั้นว่า Bid โฆษณากันสูงไหม และเรทสูงๆ ส่วนมากจะไปลงเว็บที่คนเข้าเยอะ และมีคุณภาพ
- เรทโฆษณาจะน้อย ประมาณ 0.50 - $1.5/cpm แต่ถ้าแนวเทาๆ เรทอาจะจะสูงถึง $3 - $4 /cpm (แต่ทราฟฟิคต้องหลักหมื่นต่อวัน)

รูปแบบโฆษณาที่หลากหลาย *แนะนำให้เลือกแบบ popunder

ซึ่งสำหรับ Web Advertising นั้นส่วนมากจะเป็นแบบ Banner ซึ่งการที่จะได้เงินต้องมีคนไปคลิกที่ Banner นั้น แต่มันค่อนข้างเป็นไปได้น้อยที่คนเข้าเว็บเราแล้วจะมาคลิกป้ายโฆษณาในเว็บเรา(ง่ายถ้ามีเทคนิค ดังนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุดจึงเป็นแบบ Popunder ซึ่งแบบ Popunder นี้เพียงแค่คนเข้ามาในเว็บเรา แล้วคลิกหนึ่งครั้งไม่ว่าจะคลิกที่ไหนก็ตาม มันก็จะนับแต้มให้เรา คิดดูสิครับว่าแต่ละวันคนเข้าเว็บของคุณกี่ IP กี่ยอด Views รู้แบบนี้แล้ว กำได้การลงพื้นที่ปั่นเว็บ หรือ บล็อกเกอร์ กันได้แล้วครับ.

การจ่ายเงิน

- จ่ายขั้นต่ำที่ 100 $
- ตัดยอดทุกสิ้นเดือน และจะได้รับเงินในอีก ในอีก 30 วันถัดไป เราทำรายได้ครบ 100 $ ในเดือน มกราคม ในวันที่ 31 มกราคม ระบบจะตัดยอดไว้ และจะได้รับเงินภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปกติแล้วไม่เกินวันที่ 14 ส่วนตัวเคยได้รับเร็วสุดวันที่ 1 ช้าสุดวันที่ 15
- ช่องทางการรับเงินมีอยู่ 7 ช่องทาง คือ ePayments, EPESE, Payoneer Prepaid MasterCard, Payoneer Bank Transfer, Wire EUR, Wire USD และWebmoney Z
- ตอนแรกนั้นมีการรับชำระเงินผ่าน Paypal ด้วย แต่ถูกยกเลิกไปแล้ว สำหรับรายเก่าที่เคยเซตการชำระเงินไว้แล้ว ก็ยังใช้ได้อยู่ 

ใครคิดจะติด! ต้องคิดนิดนึงก่อน  คุณจะรับได้มั้ยกับ…

– ไม่มี Paypal ให้เลือกเวลารับเงิน  เว็บจะจ่ายผ่าน Payoneer และ Bank Wire
ตรงนี้ผ่านมาแล้ว ความจริงง่ายค่ะ เว็บเขามีฟอร์มมาให้ เราแค่ล็อคอินผ่านฟอร์ม.. ก็สามารถสมัครผ่าน Payoneer ง่ายๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องสมัครนอกเว็บเลย  จากนั้นกรอกชื่อบัญชี ชื่อธนาคาร  รายละเอียดอีกนิดหน่อย ก็ผ่านแล้วค่ะ 
– เว็บจ่ายขั้นต่ำ $ 100 ขึ้นไป
ตรงนี้ล่ะ ถ้าจบเดือนแล้วยอดไม่ถึง  ก็ต้องรอทบยอดในเดือนถัดไป
– เว็บจ่ายเงิน แบบอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน และยังต้อง +30 วัน
เช่น.. ถ้าเราเริ่มติดโฆษณาเดือนมกรา  พอสิ้นเดือนมกรา..ตัดยอด  แต่มันให้รอต่ออีก 30 วันค่ะ  ซึ่งเราจะได้รับเงินจริงๆ จังๆ ก็วันที่ 1-2 ของเดือนมีนาคมโน๊นล่ะ
– ติดแล้วตัวโฆษณา Popup เด้งบ่อยมาก
– ไม่รับแนว 18+  …อันนี้เข้าใจตรงกันนะ °^^


หน้าแรกสมัครให้เลือก Publishers กด Sign Up  แล้วกรอกตามฟอร์มด้านล่าง
แอดชื่อเว็บ หรือบล็อคของตัวเองลงไป  แล้วรออนุมัติค่ะ
 (ถ้าเว็บเรามีจำนวนคนเข้าไม่มากพอ ก็จะถูกปฎิเสธ)

ถ้าผ่าน..จะขึ้น Status : Approved  ขั้นต่อไปให้กด Add New Channel
เลือกแบบแสดงโฆษณา ที่ต้องการให้ขึ้นในเว็บ
เสร็จกด Next

ในหนึ่ง Account  สามารถเพิ่มเว็บไซค์ได้หลายเว็บ
และในหนึ่งเว็บ ก็สามารถเลือกแสดงโฆษณาได้หลายแบบ
โดยเลือกที่ Add New Channel เป็นการเพิ่มช่อง
เสร็จกดรับโค๊ดไปติดที่เว็บบล็อค ในตำแหน่ง <body> วางโค๊ตตรงนี้ </body>
………………………………………………………………………………………………………
การแอดช่องทางการรับเงิน

ก่อนถึงกำหนดวันที่เว็บจะจ่ายเงิน  ให้เราแอดช่องทางการรับเงินไว้ก่อน และใส่รายละเอียดให้เรียบร้อย
คลิกที่ Profile ด้านขวาล่างสุด
คลิก Add a payment method เลือก payoneer แล้วกด Create
………………………………………………………………………………………….
รอสักพัก จะมีหน้าใหม่แบบนี้ แล้วกด Create a new Payoneer….. 
………………………………………………………………..
เลือก Bank Transfers  >> ประเทศ  >> Sign up
……………………………………………………………………
กรอกเป็นภาษาอังกฤษ  เสร็จกด Next
……………………………………………………………………………
ประเทศ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์
………………………………………………………………..
ใส่รายละเอียด บัญชีธนาคาร
………………………………………………………………………………
 ครบถ้วนแล้ว รอผลอนุมติทาง E-mail 
เครดิตภาพบนจาก mawtoload.com
………………………………………………………………………..
ถ้าได้รับการอนุมัติแล้ว ให้ดู ที่หน้า Profile จะเป็นตามรูปด้านล่าง
อย่าลืมใส่รายละเอียดของตัวเองที่ Personal information ด้านขวาด้วย เสร็จแล้วกด Save
……………………………………………………………………………..
ที่หน้า Payments



ล่าสุดของเจ้าของบล็อคจร้า

8 ข้อห้าม…ถ้าอยากรวย!

รวย
เปิดปีใหม่…เชื่อว่าทุกคนมีรายได้มากขึ้น ไม่เงินเดือนเพิ่ม ก็ได้เงินก้อนจากโบนัส หรืออีกสักพักก็อาจได้เงินคืนภาษี ช่วงเวลานี้เราอาจยังยิ้มได้กับตัวเลขในบัญชีที่มากขึ้น…แต่พอผ่านไปสัก 1-2 เดือนหลายคนอาจกลับมาสู่วังวนเดิม “เงินไม่พอใช้”
คำถามคือ แล้วเงินที่ได้เพิ่มขึ้น…หายไปไหน?
นี่คือ 8 พฤติกรรมที่เราอาจทำโดยไม่รู้ตัว และทำให้ไม่รวยสักที ซึ่ง Lianne Martha Maiquez Laroya เขียนไว้น่าสนใจ…ดังนั้นถ้าอยากรวยก็เลิกทำแบบนี้ซะ!

1. ใช้เงินเพิ่มขึ้น

ไม่ผิดหรอกถ้าคิดว่า “อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น” แต่อย่าลืมว่าชีวิตที่ดีขึ้นไม่จำเป็นต้องมากับรายจ่ายที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว ลองใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้น เลิกเป็นนักสะสม สนุกกับการ Mix & Match แค่นี้ก็ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้
เพราะถ้าได้เงินเดือนเพิ่ม แล้วใช้จ่ายเพิ่ม (มากกว่าเงินเดือนที่เพิ่ม) สุดท้ายอาจได้แค่ “อยาก” มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะพฤติกรรมมือเติบอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะหนี้สินที่พอกพูนโดยไม่ทันตั้งตัว

2. สนใจแต่ “ปัจจุบัน” ไม่สนใจ “อนาคต”

เมื่อเจอกับปัญหา หลายคนเลือกที่จะเดินหนี หันหลังให้ หรือบ่ายเบี่ยงไปทำอย่างอื่น…และปัญหาก็ยังคงกองอยู่ตรงหน้าเหมือนเดิม แถมอาจหนักขึ้นจนเข้าขั้นวิกฤติได้ในอนาคต
ในเรื่องของการเงินก็เช่นกัน หลายคนสนใจกับความสุขในวันนี้ กินอิ่ม ปาร์ตี้สนุก เที่ยวถี่ ใช้ให้เต็มที่ ทั้งที่รู้ว่ายังไม่มีเงินเก็บสำหรับอนาคต ไม่มีเงินสดสำหรับยามฉุกเฉิน ไม่เคยวางแผนการเงิน ไม่เคยแม้แต่จะลงมือทำ…และปัญหาก็ยังคงเป็นปัญหาเช่นเคย
คงดีกว่าไม่น้อยถ้าการตัดสินใจใช้เงินทุกครั้ง เราได้ฉุกคิดถึง “อนาคต” บ้าง…บ้านผ่อนหมดยัง? หนี้บัตรเครดิตจ่ายเต็มวงเงินแล้วใช่มั้ย? เงินก้อนที่ตั้งใจเก็บตอนนี้ได้เท่าไหร่? เกษียณที่ว่าต้องใช้เงินเยอะเรามีแค่ไหนแล้ว? หัดอดเปรี้ยวไว้กินหวานบ้าง…

3. คิดว่า “เร็วเกินไปที่จะออมเงิน”

ในวันที่เรายังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งรอบตัว อันนู้นก็ใช่ อันนี้ก็อยากได้ อันนี้ก็กำลังมองหา ภาพลวงของ “ความจำเป็น” ผุดขึ้นมาตรงหน้า และทำให้เราเสียทรัพย์อยู่เสมอ ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นอาจเป็นแค่ “ความต้องการ” มีก็ดี ไม่มีก็ได้…
เลิกผลัดวันประกันพรุ่ง และเริ่มออมเงินวันนี้ และเดี๋ยวนี้ จะ 10 100 1,000 10,000 ก็ถือว่าเราได้เริ่มต้นแล้ว…หลังจากนั้นสร้างวินัยให้กับตนเองด้วยการออมต่อเนื่องสม่ำเสมอ แม้จะไม่อยากออมก็ตาม
เพราะวินัย คือ การทำสิ่งที่ “ต้องทำ” แม้จะ “ไม่อยากทำ” ก็ตาม

4. ไม่เคยจดเรื่อง “เงิน” ของตัวเอง

เข้าห้องประชุมก็จด นายสั่งงานก็จด ไปฟังสัมนาก็จด จดทุกเรื่องที่ทำเพื่อคนอื่น…แต่หลายคนไม่เคยแม้แต่จะจดเรื่อง “เงิน” ของตัวเองทั้งที่เป็นเรื่องที่ดีกับตัวเองแท้ๆ เพียงเพราะคิดว่าเรารู้อยู่แล้วว่า รับ จ่าย ออม เท่าไหร่…
จริงอยู่ที่เราอาจรู้ความเคลื่อนไหวเงินที่เข้า-ออกในกระเป๋า แต่นั่นอาจเป็นแค่ก้อนใหญ่ๆ เท่านั้น (เงินเดือน-หนี้บัตรเครดิต (รวม)-หนี้บ้านต่อเดือน ฯลฯ) แต่รายจ่ายจิปาถะ กาแฟ ขนม เสื้อผ้า อุปกรณ์แก็ดเจ็ต หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายปลีกย่อยก่อนจะรวมเป็นหนี้บัตรเครดิตก้อนใหญ่ หลายคนไม่เคยแม้แต่จะสนใจ และนั่นก็เป็น “รูรั่ว” เล็กๆ แต่สร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ต่อสถานะการเงินโดยที่เราไม่รู้ตัว
เริ่มต้นง่ายๆ แค่จดรายจ่าย “ทุกวัน” ต่อเนื่องกันสัก 2-3 เดือน เราก็จะเห็นแล้วว่าอะไรที่ “เกินจำเป็น” และ “เสียไปโดยใช่เหตุ” บ้าง…จากนั้น ปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย และนำส่วนที่เหลือไปเก็บออมแค่นี้ก็เข้าจุดหมายที่เรียกว่า “ความรวย” เข้าไปอีกก้าวแล้ว

5. ไม่เคยตั้ง “งบประมาณ” ในการใช้เงิน

บริษัทก็ยังมีงบการเงิน ทำโปรเจคยังต้องมีประมาณการณ์ค่าใช้จ่าย เรื่องการเงินส่วนบุคคลก็เช่นกัน…หลายคนไม่เคยตั้ง “งบประมาณ” การใช้เงินเลย จะช้อปปิ้งปีใหม่ จะเที่ยว จะซื้อเสื้อผ้า ก็จัดเต็ม และสุดท้ายก็เกินความจำเป็น เกินกำลังทรัพย์ของตัวเอง และกลายเป็น “หนี้” ในท้ายที่สุด
วิธีการที่ง่ายกว่าก็คือ “ตั้งงบประมาณ” การใช้เงินทุกครั้ง เช่น จะซื้อของวาเลนไทน์ให้คนรักไม่เกินกี่บาท, จะไปเที่ยวทริปกลางปีงบประมาณรวมเท่าไหร่ หลังจากนั้น…ยึดมั่นกับสิ่งที่ตั้งไว้ ทำตามแผน ไม่ใช้เกินงบ รับรองว่าเราจะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปได้อย่างง่ายได้ และสุดท้ายก็ไม่ต้องมีหนี้ติดสอยห้อยตามมา

6. แยกไม่ออกว่า “จำเป็น” หรือ “ต้องการ”

วิธีการแยกง่ายที่สุดก็คือต้องรู้ว่า
  • สิ่งไหน…ต้องมี (จำเป็น) ขาดไปแล้วจะใช้ชีวิตไม่ได้ เช่น ปัจจัย 4
  • สิ่งไหน…มีก็ดี ไม่มีก็ได้ (ต้องการ) ขาดไปแล้วยังใช้ชีวิตได้ แต่ถ้ามีแล้วชีวิตจะดีขึ้น เช่น อาหารจานหรู เสื้อผ้าแบรนด์เนม
  • หรือสิ่งไหน…ไม่จำเป็นต้องมี
แต่ถ้าแยกไม่ได้ และเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง…อาจเป็นเหยื่อภาพลวงของ “ความจำเป็น” แน่นอน และก็ทำให้เรามีแต่จ่ายกับจ่าย ไม่มีที่สิ้นสุด

7. ไม่สนใจ “หนี้”

น้อยคนนักที่จะ “ไม่มีหนี้” แต่คนมีหนี้จำนวนมากกลับให้ความสำคัญกับการ “ชำระหนี้” น้อยมาก หรือบางคนไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการหนี้เลย…และนั่นก็ย่อมทำให้เขาเหล่านั้น ตกอยู่ในวังวนของ “หนี้” อย่างไม่มีทางหลุดพ้นได้ เพราะเมื่อได้เงินมา ก็มัวแต่สนุกกับการใช้จ่าย กระทั่งดอกเบี้ย(หนี้)ทบต้นไปเรื่อยๆ
ในทางตรงกันข้าม…คนที่อยากรวยจะ “กลัวหนี้” มากกกก และนั่นทำให้เขาเหล่านั้นให้ความสำคัญกับ “หนี้” เป็นอย่างแรก เมื่อมีรายได้เข้ามาก็จะรีบชำระหนี้ก่อนสิ่งอื่นใด กระทั่งเป็นไท ปลดระวางหนี้ได้สำเร็จ

8. เป็นสาวกเทคโนโลยี

ถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้เทคโนโลยีแล้วล่ะก็ จะรู้เลยว่าไม่มีวันหยุดสำหรับแก็ดเจ็ตต่างๆ ยิ่งเราวิ่งตามเท่าไหร่ เงินก็จะยิ่งไหลออกจากกระเป๋ามากขึ้นเท่านั้น…และนั่นก็ทำให้รายได้ที่มากขึ้น “ไม่เคยพอ” ต่อการตามเทรนด์เหล่านี้
ไม่ผิดถ้าจะซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ ไม่แปลกถ้าจะมีแก็ดเจ็ตคู่กาย ไม่ใช่เรื่องเกินจำเป็นหากจะมีอุปกรณ์พกพามากกว่า 1 ชิ้น เพียงแต่เราต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราซื้อให้เต็มที่ และคุ้มค่า คุ้มราคาจริงๆ
ถ้าคุณซื้อแต่สิ่งของที่ไม่จำเป็น ในไม่ช้าคุณก็ต้องขายสิ่งของที่คุณจำเป็น
-Warren Buffett-
ที่มาบทความ : http://wealthmeup.com/8-ข้อห้าม-ถ้าอยากรวย/

ต้องการทำระบบ Wifi Hotspot ต้องทำยังไงบ้าง






ผมเชื่อว่ามีหลายๆท่านที่บ้านมี Internet และต้องการแชร์ Internet ผ่านครือข่ายไร้สายหรือ Wireless หรือ หลายๆท่านอาจจะเคยอ่านเจอพบเห็น หรืออย่างใน website ของผมเอง มีตัวเสาอากาศที่สามารถกระจายสัญญาณ Wireless (คลื่นวิทยุ) ได้ไกลๆ เป็นกิโลๆ Gain ขยายสูงๆ เลยปิ้งไอเดียขึ้นมาว่า เอ้..ถ้าเราซื้อเสาอากาศพวกนี้ซักตัวมาต่อเข้ากับ Wireless Router ที่เรามีอยู่ อาจจะที่แถมมาจากผู้ให้บริการ หรือซื้อเปลี่ยนใหม่ จากนั้นก็ไปตั้งเสาอากาศบนหลังคาบ้าน แชร์ Internet รัศมีซัก 2-3 กิโล ให้เครื่อง Notebook เครื่อง PC มือถือก็มาเชื่อมต่อสัญญาณ Wifi ที่เรากระจายออกไป แล้วเก็บตังค์ แชร์ค่าใช้จ่ายกัน  Wink


แต่..มันไม่ง่ายอย่างนั้นครับ  Huh?


ทางผมขออธิบายแบบคร่าวๆนะครับ และงานภายนอกอาคารก่อนครับ (ผิดยังไงบอกผมด้วยนะครับ  Tongue)

หลายๆท่านอาจจะนึกเปรียบเทียบการสื่อสารข้อมูลแบบนี้ โดยเทียบกับพวกเครื่องรับวิทยุ FM หรือรับสัญญาณ TV การสื่อสารพวกนี้มันสื่อสารทิศทางเดียวครับ ตัวส่งสัญญาณเอาให้แรงไว้ก่อนเท่าที่จะทำได้ (ลืมข้อกฏหมายไปก่อน) ส่วนตัวรับ FM หรือทีวี เราก็แค่ตั้งเสารับสัญญาณขึ้นมา ก็ฟังเพลงดูภาพได้แล้ว ยกตัวอย่างเหมือนคนพูดกับอีกคนนึงก็ได้ครับ เรามีโทรโข่งพูดๆๆ อีกคนได้ยินก็ฟังเฉยๆ ไม่มีการตอบกลับ

แต่ทีนี้..การเชื่อมต่อเครือข่าย Network ด้วยคลื่นวิทยุ หรือเรียกว่า Wireless มันต้องมีทั้งการรับและส่งข้อมูลหากันตลอดเวลา เป็นการสื่อสารสองทาง สมมุติที่ระยะจากตัวส่งห่างจากตัวรับซัก 500 เมตรครับ ตัวส่ง (Access Point) กำลังส่งสูงมากๆ ส่วนตัวรับ เช่นพวก Notebook, PC กำลังส่งโดยเฉลี่ยแค่ไม่กี่มิลลิวัตต์ พวกตัวรับพวกนี้ขอเรียกว่าพวกเครื่อง Client นะครับ เครื่อง Client กับ AP (Access Point) มันจะคุยกันด้วยภาษาพูดของมันตลอดเวลา ตัว Client ซึ่งกำลังส่งต่ำ เหมือนคนพูดเสียงเบาๆ ส่วน AP กำลังส่งสูงเหมือนมีโทรโข่งอยู่ในปาก

มองแบบง่ายๆครับ คลื่นวิทยุเหมือนคลื่นเสียงไปเลย  :Smiley ยิ่งไกล ก็จะยิ่งเบาลง เมื่อเราเปิดเครื่อง AP มันก็จะประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่าตูอยู่ตรงนี้ ทีนี้เครื่อง Client เปิดมาก็จะเห็นชื่อสัญญาณ Wireless เอาล่ะ ขอเชื่อมต่อซักหน่อย Click Connect ไป เจ้าตัว Client ก็จะตะโกนเบาๆไปว่า ขอคุยด้วยหน่อย หันมาคุยกันหน่อยจิ แต่..ระยะ 500 เมตร Client ที่พูดเหมือนเสียงเบาๆ เสียงมันไปไม่ถึงเจ้าตัว AP ตะโกนไปเท่าไหร่ ฝั่ง AP ก็ไม่ได้ยิน มันก็จะตะโกนไปเรื่อยๆ จะสังเกตุได้จากที่มุมจอขวามือจะหมุนๆๆๆ สุดท้ายก็จะเลิกตะโกน โชว์เครื่องหมายตกใจเหลืองๆให้เราเห็น ซึ่งโดยปกติพวก Notebook กำลังส่งมันจะส่งสัญญาณได้ประมาณ 100-300 เมตรในที่โล่งครับ (Wireless Chipset แต่ละรุ่นจะไม่เท่ากัน รวมถึงขนาดของเสาอากาศด้วย) หรือถ้าเป็น Wireless Adapter ที่กำลังส่งสูงๆหน่อยเช่น CF-Link CF-4200UH ก็จะได้ระยะ 400-500 เมตรเลยละครับ

และนี้แหล่ะครับ ปัญหาใหญ่ ทำไมจึงไม่สามารถติด Access Point แรงๆตัวเดียวที่ต้นทาง แล้วให้มันครอบคลุมพื้นที่เป็นกิโลๆ หรือจะนึกถึงระบบมือถือก็ได้ครับ ทำไมเขาถึงต้องติด Cell Site หลายๆจุด เพราะพอเราพูดเข้ามือถือ มันแปลงเป็นคลื่นวิทยุ ส่งไปยังเสา มันได้แค่ระยะใกล้ๆครับ ไม่งั้นพวก Operator เขาเอาเสาไปติดบนตึกใบหยกต้นเดียวจบ ส่งสัญญาณทั่วกรุงเทพ  Grin Grin


แก้ไขยังไงดี 


อันดับแรก เพิ่มงบประมาณครับ ถ้าต้องการปล่อย Wifi ครอบคลุมพื้นที่เป็นกิโลๆ งบประมาณที่คิดเอาไว้ ค่าเสาหนึ่งต้นไม่พอแน่นอน แต่ถ้าซัก 200-300 ร้อยเมตร พอได้ครับ
 
สอง อุปกรณ์ ADSL Wireless Router หรือพวก All In One ที่เขาแถมๆมา แล้วมันเปลี่ยนเสาได้ ก็ลืมไปได้เลยครับ เพราะกำลังส่งมันต่ำมาก ต่อเสาอากาศไปตั้งนอกบ้านก็ต้องใช้สาย Low Loss ซึ่งมันก็มีการสูญเสียสัญญาณในสายอีก เผลอๆต่อยาวเกินไป สัญญาณไปไม่ถึงเสา สัญญาณหายหมดซะก่อน เสียตังค์ฟรี ต้องเปลี่ยนเป็นพวก Access Point ที่กำลังส่งสูงๆครับ 


ส่วนลักษณะการติดตั้ง ขอยกตัวอย่างระบบ True Wifi กับ TOT Wifi นะครับ

ระบบ True Wifi 
เขาจะใช้วิธีติดตั้ง Access Point หลายๆจุด ตามตำแหน่งต่างๆ ที่มีเครื่องลูกข่ายชุกชุม ให้ได้ระยะที่เครื่องลูกข่ายเหล่านั้นจะส่งสัญญาณกลับมาถึงได้ แต่การทำแบบนี้ลงทุนสูงมากครับ ถ้าต้องการครอบคลุมซัก 1-2 ตารางกิโลเมตร โดยใช้ tablet, notebook, smartphone เล่นได้ทุกๆจุด ลงทุนเป็นแสนครับ เพราะต้องติด Access Point หลายจุดมาก ไหนต้องเดินสายแลนอีก 

แต่เราก็สามารถใช้หลักการคล้ายๆ กันได้ครับ ด้วยเพราะ Access Point ส่วนใหญ่สมัยนี้ มันมี Function นึงที่เรียกว่า WDS ซึ่งจะเป็นการเชื่อม Access Point ระหว่าง Access Point เข้าด้วยกันด้วยคลื่นวิทยุแทนการลากสายแลน เราก็เอา Access Point พวกนี้ไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ที่เครื่องลูกข่ายจะส่งสัญญาณกลับมาถึง ซึ่งต้องติดตั้งหลายตัวแน่นอนเพื่อจะให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เปลืองมาก และปัญหาใหญ่คือเรื่องไฟที่ต้องเลี้ยงอุปกรณ์อีก ไหนจะเสี่ยงหายโดนขโมย แต่ถ้าติดตั้งในพื้นที่เราเองเช่นรีสอร์ท สวนอาหารขนาดใหญ่ ให้เลือกติดตั้งตรงตำแหน่งที่คนใช้งานเยอะๆ ก็พอครับ


ระบบ TOT Wifi 
เขาจะใช้วิธีปล่อยสัญญาณ Wireless จาก Access Point ต้นทาง แล้วที่ปลายทางก็จะใช้ Access Point  โดยจะติดบนหลังคาบ้านที่ต้องการจะรับ (ส่งด้วย) สัญญาณ Wireless ที่ปล่อยออกมา (ขอเรียกว่าตัวรับแล้วกันนะครับ) จากนั้นก็ลากสายจากตัวรับเข้า Hub/Switch หรือเข้า Computer โดยตรงเพื่อเล่น Internet วิธีนี้ก็ประหยัดลงมาหน่อยครับ เลือกตัวรับตามระยะทางได้เลย ไม่ต้องดูแลรักษามาก  ไฟเลี้ยงอุปกรณ์ก็ใช้ไฟในบ้านที่ไปติดตั้งนั้นแหล่ะครับ 



คงพอจะช่วยให้เห็นภาพถึงลักษณะและข้อจำกัดการทำระบบ Wifi กันได้บ้างนะครับ ผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไร ถ้าผิดพลาดยังไงก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ  Grin Grin หรือแจ้งในกระทู้ด้วยเลย ถือว่าแชร์ความรู้กัน เพราะจริงๆแล้วยังมีต้องอธิบายอีกเยอะทั้งรูปแบบของสัญญาณที่ปล่อยออกจากเสาแบบต่างๆ, ควรเลือกใช้เสาแบบไหนดี เสา Omni มันดียังไง เสา Secter มันดียังไง รวมถึงย่านความถี่ที่เลือกใช้ 2.4Ghz ข้อดีข้อเสียยังไง 5GHz เป็นยังไง แต่ขอละไว้ก่อน เยอะเกิน  Shocked


เดี๋ยวคราวหน้าจะขออธิบายเรื่องการทำ User Authentication ต่อครับ จะเป็นอีกส่วนนึงของระบบ Wifi Hotspot พอเวลา User เยอะๆเข้า ทำไมต้องมีระบบนี้ขึ้นมา การจำกัดเวลา, กำหนดความเร็ว Internet แต่ละ User, การ Block Bittorrent ควรหรือไม่ควร และมีวิธีการทำระบบนี้มีแบบไหนบ้าง ข้อดีข้อเสียเป็นยังไง จะอธิบายกันอีกทีนะครับ